พ.ต.อ. เกษมสันติ อยู่สุขสมบูรณ์
ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่เว็บของเราครับ.


ขอเชิญแม่บ้าน 43 เข้ามาสนทนากันได้นะคะ.


ร่วมติชม แสดงความเห็น.


คุยได้ ตอบได้ทุกเรื่องที่สงสัย.












ชื่อ/นามสกุล
เบอร์โทร
สังกัด คีย์ค้นควาเป็นตัวย่อ
   









ดิกชินนารี่ออนไลน์
พจนานุกรมอีสาน
พจนานุกรมออนไลน์
แปลเว็บอังกฤษ<->ไทย
เล่น msn ผ่านเว็บ
เล่น icq ผ่านเว็บ
เบอร์โทรศัพท์ทั่วไทย
เช็คเที่ยวบิน
ตารางเดินรถไฟ
รหัสไปรษณีย์
แผนที่กรุงเทพ
สวนดุสิต โพล



ไขปัญหาในเรื่องทั่วไปบนวินโดวส์
ไขปัญหาหนังไม่มีภาพ เพลงไม่มีเสียง
ไขปัญหาเรื่องโมเด็มและอินเตอร์เน็ต
การแก้ปัญหาครื่องแฮงค์
ทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ต
ดาวน์โหลด antivirus ฟรี
วิธีแก้ไขปัญหา Flash Drive
กำจัดไวรัส Autorun
ป้องกันไวรัสระหว่างการเข้าเว็บไซต์

















สถิติจาก 23/08/2552
ผู้ชมวันนี้ : 22
ผู้ชมเมื่อวาน : 333
ผู้ชมเดือนนี้ : 6,741
ผู้ชมเดือนที่แล้ว : 7,647
สถิติจาก 15/04/2551 ถึง ปัจจุบัน
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 168,721
 จำนวนผู้ online 

6 พฤษภาคม 2529 เราได้รับคำสั่งให้ไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับการศึกษาเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ ชั้นปีที่หนึ่งที่โรงเรียนเตรียมทหารซึ่งเราต้องเรียนร่วมกับ นักเรียนชั้นปีที่ 1 ของ จปร. นายเรือ นายเรืออากาศ และแพทย์พระมงกุฏ... ณ ที่แห่งนี้ ในฐานะนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 27 วันแรกของเรา ถูกเริ่มขึ้นด้วย "ระบบนักเรียนใหม่" ทุกคนมีสิทธิเท่ากับติดลบ ปากไม่พร่ำทำตามคำสั่งอย่างเดียว ชีวิตวัยรุ่นอย่างเราถูกจำกัดอยู่ภายใต้กฎระเบียบตลอด 24 ชั่วโมง ระบบฉากถูกนำมาใช้ตลอดเวลา นับแต่ทานฉาก เตะฉากเวลาเลี้ยว เมื่อออกนอกอาคารต้องวิ่งตลอดเวลา ยังไม่ถึงการปรับปรุงลักษณะทหารอีกมากมาย ซึ่งล้วนแต่สร้างแรงและความเหนื่อยให้กับเราได้อย่างดีเยี่ยม เด็กหนุ่มที่เคยใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีจากภายนอกมาก่อนอย่างพวกเราเริ่มรู้จักคำว่า "ลำบาก" เหนื่อยหน่าย อ่อนล้า ท้อแท้ และอดทน ไม่มีคำว่าอ่อนหวานสำหรับนักเรียนใหม่อย่างเราในรั้วจักรดาวแห่งนี้ การจะได้สิทธิอะไรขึ้นมาแต่ละอย่างนั้นหมายถึง หยาดเหงื่อและความอดทนของเราที่จะต้องแลกมา ชีวิตผ่านไปแต่ละวันอย่างมีความหมาย ความเคยชินต่างๆ เริ่มเกิดขึ้นพร้อมๆกับความแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจซึ่งเกิดกับพวกเราโดยไม่รู้ตัว
แล้วเราก็ได้รับรางวัลแห่งความอดทน นั่นคือความภูมิใจ ในวันรับเครื่องแบบชุดเล็ก และพิธีรับกระบี่สั้นและแหวนรุ่นเตรียมทหาร "ทางไปสู่เกียรติศักดิ์ จักประดับดอกไม้ หอมหวลยวนจิตไซร้ ไป่มี" วันเวลาผ่านไป และแลัววัน "จักรดาวอาลัย" ก็มาถึง วันนั้น เราได้รู้ว่า ที่นี่นอกจากเราจะได้ความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสุภาพบุรุษลูกผู้ชายแล้ว เรายังได้รับความผูกผันของความเป็นเพื่อนเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย แล้ววันสุดท้ายของความเป็นนักเรียนเตรียมทหารก็มาถึง วันนั้นเต็มไปด้วยเสียงอำลาและภาพของการโบกไม้โบกมือข้ามรถกันระหว่างเพื่อนต่างเหล่า ผู้บังคับบัญชาและอาจารย์ แล้วรถบัสของพวกนักเรียนนายร้อยตำรวจชั้นปี 1 ก็เริ่มเคลื่อนออกจากโรงเรียนเตรียมทหาร มุ่งสู่บ้านใหม่ของเรา ฌ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ที่นั่น ! อะไรนะกำลังรอเราอยู่
ชีวิตนักเรียนนายร้อยตำรวจ ได้เริ่มขึ้นอย่างแท้จริงตั้งแต่ตอนที่พวกเราทั้ง 312 ชีวิต พาแถวผ่านเข้า "ประตูคิงส์" หลังจากกล่าวอุดมคติตำรวจ 10 ประการเรียบร้อยแล้ว วันนั้นพวกเราพาแถวไปกราบสักการะเจ้าพ่อสามพราน หลวงพ่อนาค และอนุสาวรีย์ท่านอธิบดี เผ่า ศรียานนท์ เหมือนกับเป็นการฝากเนื้อฝากตัว ในฐานะสมาชิกใหม่ของครอบครัว แล้วก็ถูกวิ่งรอบหอประชุมซะ 10 รอบ เป็นการทักทายหลังจากฟังคำชี้แจงจากผู้กำกับการ 1 เสร็จ  ชีวิตนักเรียนนายร้อยตำรวจชั้นปีที่ 2 ของพวกเรา ถูกเริ่มขึ้นด้วยความเปลี่ยนแปลงต่างๆในโรงเรียน ซึ่งมีผลต่อชีวิตและสภาพจิตใจของพวกเราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะนโยบายห้ามรุ่นพี่จวกรุ่นน้อง หรือที่เรียกกันอย่างคุ้นปากว่า "ระบบใหม่" ... ความขัดแย้งต่างๆ จึงเกิดขึ้นและผู้ที่รับผลของความขัดแย้งคือ พวกเรา สายตาของรุ่นพี่ที่มองพวกเรานั้น ยากแก่การเข้าใจและสร้างความอึดอัดใจให้กับพวกเราพอสมควร พวกเราเวลานั้นจึงเหมือนกับว่าอยู่เพียงลำพังชั้นเดียวภายในโรงเรียน พิธีต่างๆไม่ว่าจะเป็นพิธีสวมหมวกเหลือง พิธีติดเลข 2 พิธีสวมแหวนรุ่น นรต. และเดินลอดซุ้มกระบี่ในวันที่ 13 ตุลาคม จึงเต็มไปด้วยความทรงจำและความเป็นหนึ่งเดียวของเรา นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 43 เพียงเท่านั้น

นับตั้งแต่ การฝึกกายบริโหดในตอนเช้า ซึ่งตอนหลังมีปืนยาว "88" หนักเกือบ 5 กก. มาให้พวกเราถือวิ่งประกอบอีก การปรับปรุงลักษณะตำรวจอันเข้มข้นในชั่วโมงฝึก และในเวลาอื่นๆช่วงนั้น เราจึงเริ่มรู้จักคำว่า "ลุ้น" และ "ตกม้า" แต่คงจะไม่ร้ายกว่าคำว่า "หู้" ซึ่งพวกเราแทบจะขาอ่อนลงทันที เมื่อได้ยินคำนี้ ความหมายลึกซึ้งอยู่ในตัวของมันเองดีอยู่แล้ว... นอกจากการฝึกแล้ว ภารกิจที่เราต้องรับอย่างหนักอึ้งจากที่นี่ คื่อเรื่องการเรียน เพราะหลักสูตรการเรียนของพวกเรา เรียนหนักกว่านิสิต นักศึกษาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งไม่ใช่ของหมูๆที่ใครจะผ่านไปได้โดยง่าย แต่แล้วเทอมหนึ่งก็ผ่านพ้นไปอย่างอ่อนล้าเต็มที ยัง! สิ่งต่างๆ ยังเพิ่งจะเริ่มขึ้น เรายังท้อไม่ได้ แล้วรุ่น 43 ก็ได้รับคำสั่งให้ไปฝึกโดดร่มที่หัวหินในช่วงกลางเทอม ซึ่งเป็นช่วงที่มรสุมกำลังเข้าพอดี กำลังต่างๆที่เราผ่านการฝึกฝนมาถูกนำมาใช้อย่างมีประโยชน์ในครั้งนี้ แล้วพวกเราก็เอาชีวิตพร้อมปีกร่มค่ายนเรศวร ติดอกกลับมาสามพราน อย่างภูมิใจ โดยส่วนรวม เทอม 2 ทุกสิ่งทุกอย่างในโรงเรียนเริ่มเข้ารูปเข้ารอยขึ้น พี่ๆเริ่มเข้าใจพวกเรามากขึ้น แต่ก็มีความอืดอัดอื่นๆ เข้ามาแทนที่ ซึ่งสิ่งนั้นสอนให้เรารู้ว่าบางครั้งความถูกต้อง
และเหตุผลก็ไม่สามารถนำมาใช้สำหรับคนบางคนได้ พวกเราอดทนมาได้จนเสร็จสิ้นเทอม... รุ่น 43 จึงได้รับคำสั่งให้เข้าร่วม "โครงการ นรต.รับใช้ประชาชนในชนบท" เป็นรุ่นแรก โดยส่งพวกเราไปใช้ชีวิตอยู่กับชาวชนบทประมาณสิบกว่าวัน กิจกรรม ครั้งนี้เราไปและกลับมา พร้อมกับความชื่นชมของประชาชน อุดมการณ์ ประสบการณ์ และภาพพจน์ ชื่อเสียงของโรงเรียนและ กรมตำรวจ  เราได้รับคำชมเชยจากผู้บังคับบัญชาและประชาชนอย่างมาก... และแล้วพวกเราก็ขึ้นเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ ชั้นปีที่ 3 ได้เป็นนักเรียนชั้นสูงเสียที พวกเราได้รับการปกครองจากผู้ช่วยผู้บังคับหมวด หลังจากที่ได้รับการปกครองจากผู้หมวด ผู้กอง มาโดยตลอด... อยู่ปี 3 ความเหนื่อย ความลำบากต่างๆเริ่มลดน้อยลง ส่วนมากจะเน้นไปด้านการเรียน และกิจกรรมต่างๆโดยเฉพาะปีนี้กีฬาเหล่าโรงเรียน เราเป็นเจ้าภาพ อะไรหลายๆอย่างในโรงเรียนจึงดูคึกคักเป็นพิเศษ และกีฬาโรงเรียนเราได้เข้าชิงหมดทุกประเภท ในช่วงกลางเทอม พวกเราอีกส่วนหนึ่งถูกส่งเข้าร่วมโครงการ นรต.ฝึกรับใช้ประชาชนเป็นรุ่นที่ 2 ซึ่งแน่นอน รุ่น 43 สามารถคว้าหัวใจของประชาชนมาครองได้เหมือนเดิม... เริ่มปี 3 เทอม 2 บทบาทหน้าที่เรามีมากขึ้น เพราะพี่ชั้น 4

ใกล้จะจบการศึกษา การวางตัวเป็นผู้ใหญ่ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่เริ่มจะต้องมีมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับพวกเรา สำหรับเทอมนี้การฝึกของพวกเราเริ่มเปลี่ยนไป จากการฝึกบุคคลท่ามือเปล่า ท่าอาวุธเป็นการฝึกปราบจราจล จากหน่วยปราบจราจลของกองบังคับการสายตรวจและปฎิบัติการพิเศษ ... วันเวลายังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ พร้อมกับการฝึกและการเรียนของพวกเรา จนสิ้นเทอม.. รุ่น 43 ถูกสั่งให้ไปฝึกหลักสูตร ตปส. (หลักสูตรต่อต้านและปราบปรามความไม่สงบ) ที่ค่ายพระรามหก หัวหิน เป็นรุ่นบุกเบิกอีกครั้ง หลังจากที่ทางโรงเรียนได้ส่งนักเรียนไปฝึก ตปส. ที่เชียงใหม่ และอุดร มาเป็นเวลานานหลายรุ่น และแล้วเราก็สามารถติดเข็ม ตปส. กลับมาโรงเรียนได้อย่างภาคภูมิใจเพราะนั่นหมายถึง การเอาหยาดเหงื่อ ความอดทน และชีวิตของเรา เข้าแลกอย่างสมภาคภูมิ แล้วเราก็เตรียมตัวขึ้นชั้นปีที่ 4 ซึ่งเป็นชั้นอาวุโสสุงสุดของโรงเรียน เราจากลากองร้อย 3 มาด้วยความอบอุ่น และคติเตือนใจของผู้กองปิยะ ที่ให้ไว้ซึ่งฝังแน่นอยู่ในใจของพวกเราทุกคน ที่ว่า "ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน"
ขึ้นชั้นปี 4 นับว่าพวกเราคว้าดาวมาได้แล้วถึง 6 แฉก เหลืออีกสองแฉกเท่านั้น (สอบอีกสองรอบ) ที่เราจะต้องขวนขวายมาให้ได้ การเรียนของเราหนักขึ้นเพราะต้องเรียนสอบสวนตอนกลางคืน ซึ่งสอนโดยรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ ด้านงานสอบสวนตาม สน. ต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกจากเวลาเรียนปกติ ระเบียบวินัยต่างๆ ถูกเข้มงวดขึ้นมากกว่าชั้นปีที่ 3 อากเป็นเพราะเราอยู่ในฐานะนักเรียนชั้นสูงสุดของโรงเรียน ซึ่งเราจะต้องเริ่มสิ่งต่างๆ ที่ตัวเองก่อนจึงจะสามารถปกครองดูแลน้องได้ พวกเราทั้ง 312 ชีวิต ดำเนินชีวิตไปเรื่อยๆตามเกม ภารกิจของเราที่เหลือ ยังดำเนินต่อไป แล้วก็ เริ่มเทอมสอง หลังจากปิดเทอมได้สองวัน เวลาที่เรารอคอยใกล้เข้ามาแล้ว ดาวแฉกสุดท้ายเป็นสิ่งที่เราต้องบุกบั่นคว้ามาให้ได้

ใกล้จะจบการศึกษา แต่เราต้องสูญเสียเพื่อนของเราไปถึงสามคนในเวลาใกล้ๆ กัน ช่วงนั้นจิตใจเราทุกคนเริ่มเสีย เราไม่เข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์ร้ายๆ จึงเกิดแก่พวกเราครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเราทำบุญกองร้อยสองครั้ง เพื่อเป็นการเรียกขวัญและอุทิศส่วนกุศลให้กับเพื่อนที่จากไป ภาวะต่างๆ เริ่มเข้าสู่ปกติ ในขณะที่โรงเรียนเราเริ่มได้รับความสนใจจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงเป็นอย่างมาก หลังจากที่ถูกทอดทิ้งมานาน แล้วนิมิตรดีก็เกิดขึ้น เมื่อโรงเรียนของเราได้ยกฐานะจากกองบังคับการเป็นกองบัญชาการ มี ผู้บัญชาการ ยศพลตำรวจโท ภายใต้นโยบายของ พล.ต.อ. ประมาณ อดิเรกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งพวกเราถือว่าท่านเป็นนักเรียนกิติมศักดิ์ท่านหนึ่งของสถาบันแห่งนี้... โรงเรียนกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลง และกำลังจะพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เวลาของพวกเราในอาณาจักรแห่งนี้เหลือน้อยลง และแล้วสถานะความเป็นนักเรียน นายร้อยตำรวจก็ได้จบสิ้นลง
กลายเป็น "ผู้หมวดหนุ่มน้อย" มาแทนที่ เรามองดาว 8 แฉก บนบ่าเราอย่างภูมิใจ จากวันนั้นวันที่พวกเราเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นธรรมดาเดินเข้าสู่เบ้าหลอมสำคัญของกรมตำรวจ จนถึงวันนี้วันที่เราจะก้าวออกจากโรงเรียนอย่างสุภาพบุรุษในฐานะของผู้รับใช้ประชาชน ดาวแต่ละแฉกของพวกเรากว่าจะไขว่คว้ามาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต่อแต่นี้ไปเราคงไม่ได้ลงรถที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ยิ้มแย้มและแยกย้ายกันไปพักผ่อนในเย็นวันศุกร์ และคงไม่ได้เบียดเสียดโหนรถเมล์รีบกลับเข้าโรงเรียนในเย็นวันอาทิตย์อีกต่อไป ภาพของการหยอกล้อ ด่าทอ มึนของใช้เพื่อนและอะไรต่างๆ อีกมากมาย อย่างที่ลูกผู้ชายได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน คงเป็นเพียงอดีต และความทรงจำแห่งความผูกพันของเราทุกคนเท่านั้น อนาคตกำลังรอเราอยู่ ความเป็นเพื่อนยังคงมีความหมายว่าเพื่อนอยู่เหมือนเดิม ยามมันทุกข์เราจะไปปลอบมัน ยามมันได้ดีเราจะดีใจไปกับมัน ยามมันแต่งงานเราจะไปร่วมงานแต่งมัน ยามมันมีลูกจะพยายามไม่แกล้งลูกมัน ยามมันมีอันตรายเราจะไปช่วยมัน ก็เรามันมีกันแค่นี้นี่นา....หรือว่ายังไง เพื่อนรัก.....

ปีกร่มอันสง่างามที่เราชาว นรต. ทุกคนได้รับมาอย่างภาคภูมิใจ "หลักสูตรกระโดดร่ม" ของกรมตำรวจ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นร่มครู เป็นความใฝ่ฝันของนักเรียนนายร้อยตำรวจทุกคนที่ปรารถนาจะสำเร็จหลักสูตรนี้ เพื่อปีกอันสง่างามมาประดับอกด้านซ้าย แต่กว่าจะได้รับมันเต็มไปด้วยความยากลำบาก ต้องอาศัยความอดทนและอดกลั้นอย่างมาก แต่ละครั้งที่ พวกเราหลุดออกจากเครื่องบินนั่นหมายถึงชีวิตทุกครั้ง เราต้องกระโดดร่มถึง 6 ครั้ง จึงจะจบหลักสูตร เราเริ่มนับถอยหลังตั้งแต่ครั้งแรก 6....5....4....3....2....1
ซึ่งสุดท้ายนั้นหมายถึงความสำเร็จ.........ได้รับปีกร่มสมใจ... สำหรับสงครามแล้ว การส่งกำลังบำรุงทางอากาศนับเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อการรบอย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถวัดจิตใจ ฝึกความอดทน ความกล้า ตลอดจนการตัดสินใจ และนี่เองเป็นสาเหตุให้หลักสูตรกระโดดร่มถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรนักเรียนนายร้อยตำรวจ... นายตำรวจทุกคนที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จะต้องมีจิตใจที่เข็มแข็ง มีความกล้าหาญ มีความอดทนสูงที่สำคัญคือ การตัดสินใจที่แน่วแน่และฉับพลัน

สำหรับการเป็น นักเรียนพลร่มรุ่น 129/30อาศัยระยะเวลาเพียงเดือนเศษ สามารถทำให้เรารู้อะไรได้มากขึ้น เริ่มรู้จักความแปลกใหม่ รู้จักรสชาติของชีวิต นับตั้งแต่เริ่มการตรวจร่างกายเพื่อเข้ารับการฝึก แล้วเวลานั้นก็มาถึง การเดินทางสู่ค่ายนเรศวร จังหวัดประจวบคีรีขันธุ์... ขบวนรถวิ่งออกจากประตูหนึ่ง โดยมีพี่ๆน้องๆนักเรียนนายร้อยตำรวจ ตั้งแถวส่งอยู่ตั้งแต่ลานปานะดิษฐ์จนถึงนอกรั้ว พวกเรามีจิตใจที่ฮึกเหิม สภาพร่างกายและจิตใจของ

พวกเราทุกคนพร้อมแล้ว ที่จะไปรับการฝึกหลักสูตรที่เท้าไม่ติดพื้น รถวิ่งไปตามถนนเพชรเกษม บางพวกก็นอนพักผ่อนเอาแรง เพื่อรอรับศึกหนักข้างหน้าที่ยังไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง แต่รู้ว่าหนักแน่ แต่บางพวกก็ร้องเพลงลั่นรถ เพื่อแสดงความกล้าออกมา แต่ที่จริงแล้ว มันเป็นความกล้าที่แสดงออกมาเพื่อปลอบขวัญตัวเอง ขบวนรถวิ่งเข้าสู่ประตูค่ายมฤคทายวัน ซึ่งอยู่ติดกับค่ายนเรศวรใหม่ เสียงเพลงในรถก็หยุดลงทันทีโดยมิได้นัดหมาย เวลานั้นมาถึงแล้ว คนที่หลับก็ตื่น ทุกคนชะโงกหน้าดูที่หน้าต่างรถ เพื่อสัมผัสกับบรรยากาศของค่ายมฤคทายวัน แดดร้อนยามเที่ยง ความรู้สึกเหมือนกันหมด ถึงแม้จะไม่กลัว แต่ก็มีความเกรงอยู่บ้างภายในส่วนลึกของจิตใจ

วันแรกผ่านไปด้วยดี เช้าวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันรับน้อง พิธีรับน้องของชาวพลร่มเรียกว่า "ต้อนพลร่มเข้าค่าย" ทุกคนถอดความเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจไว้นอกรั้ว หนึ่งเดือนต่อจากนี้ไป ทุกคนคือนักเรียน พลร่มรุ่น 129/30 ไม่มีนักเรียนนายร้อยตำรวจในที่นี้
เ... เช้ามืดวันรับน้อง หลังรับประทานอาหารเช้า นักเรียนพลร่มทุกนายถูกนำไปปล่อยไว้ที่เขาตะเกียบ พิธีรับน้องเริ่มขึ้น เริ่มต้นกันที่ p.t. ก่อนเลย เป็นการอุ่นเครื่องแล้วเริ่มวิ่งกัน สายหน่อยเครื่องก็เริ่มร้อน ทุกคนรู้จักความเหนื่อยอย่างแท้จริงแล้วว่าเป็นอย่างไร นี่แหละรสชาติของชีวิต พวกเราดีใจมากที่พี่ๆชั้น 4 ชั้น 3 อุตส่าห์มาจากโรงเรียนมาให้กำลังใจ มาวิ่งกับพวกเราทำให้เรารู้สึกฮึกเหิม เกิดกำลังใจขึ้นมาก บรรยากาศของความเป็นพี่น้องเต็มเปี่ยม แดดก็ไม่มีเลย เหมือนฟ้าเป็นใจ เวลาผ่านไปช้ามาก เนื้อตัวมอมแมม สนุกสนานมันมือไปเลย แต่ไม่ใช่มันมือพวกเราหรอกนะ มันมือครูฝึกต่างหาก "จวก" กันอย่างสนุกสนาน ไม่มีคราบความเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย…ล้มลุกคลุกคลานไปจนถึงค่ายนเรศวร บ่ายโมงเข้าไปแล้วยังไม่ได้เข้าค่ายเลยสนุกสนานกันอยู่หน้าค่ายรอเวลาเข้า และแล้วประตูค่ายถูกเปิดออก ข้างหน้าเป็นซุ้มลวดหนามซุ้มมดแดง ทุกคนต้องลอดลวดหนามเข้าไป เข้าก่อนก็ดีหน่อยคือรังมดแดงยังไม่แตก พวกเข้าทีหลังก็หนักหน่อย มดแดงเริ่มตื่น แต่พวกที่โชคดีที่สุดคือบังเอิญได้เข้าพวกสุดท้าย มดแดงหมดแล้ว บ้างติดไปกับคนข้างหน้า บ้างก็ถูกทับ ตาย บางตัวก็หมดแรงขี้เกียจเล่นด้วย แล้วเมื่อลอดซุ้มเข้าไปทุกคนก็ยืนได้อย่างสง่างาม เพราะถือว่าตอนนี้พวกเราเป็นนักเรียนพลร่มเต็มตัวแล้ว ถึงแม้จะเหนื่อยแสนเหนื่อย ปรากฏว่าเมื่อเสร็จพิธีรับน้องแดดออกเปรี้ยงทันที คล้ายกับฟ้าเป็นใจจริงๆ ...

วันรุ่งขึ้น "เนื่องจากพวกเราผมยาวกันมาก นักเรียนพลร่มจะต้องผมสั้น เดี่ยวหมวดจะจัดให้" พอสิ้นเสียงก็เอากรรไกรกร้อนผมทีละคน หน้าตาเด๋อด๋ากันเป็นแถว วันแรกของการฝึก แผ่นหลังของพวกเราก็เริ่มแดง แล้วค่อยเข้มขึ้นเรื่อยๆ ยังกับมะเขือเทศที่สุกเต็มที่ คล้ายๆจะหลุดออกจากต้น ยิ่งตอนได้รับเกียรติให้เป็นปู่หอแล้วละก็ น้ำตาแทบทะเล็ด ถอดเสื้อวิ่งใส่เครื่องแบบวิ่งขึ้นหอสูง 34 ฟุต วิ่งไปตะโกนไปดูเหมือนคนบ้า One thousand two thousand three thousand four thousand check canopy แล้วกระโดดหอลงมา ทำอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าครูฝึกจะพอใจ คิดดูแล้วกันเวลากระโดดลงมา พอสายตึง มะเขือสุกก็ถูกกับแผ่นผ้าที่สากเหมือนกระดาษทรายเสียดสีกัน ทั้งเจ็บ ทั้งแสบ ทั้งเสียว
วันต่อมาก็เช่นเคย ตุ่มน้ำใส เริ่มขึ้นทีหลัง ยิ่งตอนทำกรรเชียงบก กับพื้นทรายตอนเที่ยงกับพื้นหญ้า โอ้โฮ อย่าให้พูดเลย พวกเราก็รู้จักครูดีขึ้นโดยเฉพาะ "ครูโก" ทุกสิ่ง ทุกอย่างรอบกายครูโกคืออาวุธของแก ตั้งแต่เสาเข็มสำหรับแบก ยางรถยนต์สำหรับคล้องพวงมาลัย ไม้หน้าสามห่อผ้าใบ ผ้าใบผืนใหญ่สำหรับลดน้ำหนัก ชาววัง เดินสวนสนามบนแผ่นหลังสำหรับแผ่แม่เบี้ย บ่อน้ำเน่าพลังฝ่ามือ อื่นๆมากมาย นักเรียนพลร่มรู้จักครูโกดีทุกคน
สำหรับการทดสอบร่างกาย Physical Test เพื่อให้ร่างกายตื่นตัวแข็งแรงอยู่เสมอ ทุกคนจะต้องผ่านการทดสอบร่างกายสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ตลอดเวลาที่ผ่านการฝึกภาคพื้นดิน ยิ่งเรียนมากยิ่งรู้น้อยลง ความรู้ทุกอย่างกลายมาเป็นความชำนาญความคล่องตัวซะหมดจากการที่ได้ฝึกสถานีเครื่องบินจำลอง ก็เหมือนกับฝึกอยู่บนเครื่องบินจริง ฝึกโดดหอ ก็เหมือนกับโดดออกประตูเครื่องบินจริง สถานีบังคับร่ม หรือที่พวกเราเรียกกันว่าสถานีไก่ย่าง ก็เหมือนกับอยู่ในอากาศบังคับทิศทางร่มจริงๆ สถานีล้มตัวหรือสถานีครูโก ก็เหมือนกับการลงถึงพื้นล้มตัวอย่างถูกต้องปลอดภัย เป็นอย่างนี้สลับกับการออกกำลังกายวันละ 3 มื้อ ทำให้พวกเราแกร่งขึ้นมาก พร้อมแล้วสำหรับการกระโดดร่ม "ตุ๊บ" แรก

เช้าวันแรกของการโดด เดินทางแต่เช้ามืดไปสนามบินบ่อฝ้าย เพื่อขึ้นเครื่องบิน ตื่นเต้นกันมาก บางคนที่ยังไม่เคยนั่งเครื่องบินก็ตื่นเต้นที่ได้นั่ง บางคนที่เคยได้นั่งเครื่องบินแล้วก็ตื่นเต้นเหมือนกันแต่ตื่นเต้นว่าจะขึ้นไปใหวไหม แต่ถึงอย่างไรก็ดี "คารีบู" เจ้าลูกกวางน้อย ก็ถือว่าเป็นครูของพวกเราด้วย ถึงแม้จะตื่นเต้นแต่พวกเรา ก็ฮึกเหิม ร้องเพลงปลอบขวัญและให้กำลังใจตัวเอง แต่พอเครื่องบินเริ่มบินขึ้น เสียงเพลงที่ร้องกันก็เงียบลงโดยอัตโนมัติ คล้ายกับนัดกันไว้ ใครมีหลวงพ่ออะไรก็งัดออกมาใช้หมด บางคนนั่งเงียบ บางคนเอารูปแม่ขึ้นมาดู บางคนเปลี่ยนจากร้องเพลงมาเป็นสวดมนต์ ยางตายเริ่มออก สำหรับคำนิยามของ "ยางตาย" นั้น ครูร่มเป็นผู้ตั้งให้ หมายความว่า เหงื่อที่ออกโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่คาริบูมีแอร์ บนท้องฟ้า อากาศก็เย็นแต่เหงื่อออกกันพลั่กๆ เครื่องบินบินใต่ระดับใกล้ถึงสนามโดดนั่นหมายถึง ได้เวลาแล้ว ทฤษฎีภาคพื้นดินครึ่งเดือนที่ได้เรียนมาลืมหมดทันที ต่อไปนี้คือความชำนาญที่จะนำไปใช้กับการกระโดดจริง "Get ready" หลังจากคำสั่งสิ้นสุดลง Jump Master
ก็จะสั่งให้ยืน เกี่ยวฮุก ใส่เซฟ แล้วเช็คเครื่องล่มทั้งของตัวเองและของเพื่อนข้างเคียง แล้วขานทีละคนให้แสดงว่าพร้อมแล้ว คนแรกเดินไปที่ประตูเครื่อง "Stand the door " คำสั่งนี้ยังก้องอยู่ในหูจนถึงทุกวันนี้ ข้างหน้าเราคืออากาศบนฟ้า นอกเครื่องบินลมแรงมาก "ระวัง......Go" แค่ Go แค่นั้นแหละ ทุกสิ่งทุกอย่างลืมหมดทั้งทฤษฎี และปฎิบัติ พอเริ่มนับ .."One....." แล้วเสียงก็หายไปเพราะลมเข้าปาก ร่มกางแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ารอดตายแล้วนะ พวกเราทุกคนรู้ดีว่า แต่ละครั้งที่ร่มกางเราไม่อาจแน่ใจได้ว่าเราปลอดภัยแล้ว เพราะร่มอาจเป็นขั้วแม่เหล็กบวกลบวิ่งเข้าหากันหรืออาจจะเจอกับอาการ One...Four...Six ก่อนถึงพื้นดินก็ได้ คือเมื่อเท้าถึงพื้น ก้นกระแทกแล้วก็น็อค ซึ่งเป็นอาการแฟชั่นที่นิยมมากในหมู่พวกเราทั้งหลายตอนที่ลมมาแรงๆ
ตุ๊บแรกผ่านไป ตุ๊บที่ 2....3 ความชำนาญเพิ่มมากขึ้น เริ่มเห็นอะไรบนทองฟ้าสวยงดงามมากยิ่งขึ้น "พื้นแผ่นดินแลดูเป็นสีเขียว พื้นน้ำแลดูเป็นสีคราม" สวยงามมาก ท้องทะเลกว้าง พื้นดินมีต้นไม้เขียวชะอุ่ม มีภูเขาสูง ถนนเพชรเกษมยาวเหยียดตรง รถวิ่งกันแลเห็นเป็นของเล่น น้อยคนนักที่จะได้เห็นภาพเช่นนี้ อย่างน้อยๆ พวกเราก็ภูมิใจว่า มีคนไทยอีกหลายสิบล้านคนที่ไม่มีโอกาสได้ขึ้นมาดูวิวบนจุดที่เราอยู่เดี๋ยวนี้ ร่มที่กางออกมาจะอยู่ใกล้เคียงกันมากต้องระวังไม่ให้ร่มวิ่งเข้าหากัน เพราะอาจทำให้ร่มติดกัน แล้วร่มที่อยู่สูงกว่าก็จะไม่กินลมอาจเกิดอันตรายได้ ต้องพยายามแยกตัวเองให้ห่างจากเพื่อน แต่ทุกคนก็ทำได้สำเร็จ นักเรียนพลร่มรุ่น 129/30 ก็สามารถจบหลักสูตรได้ทุกคน ต่อไปพวกเราไม่ใช่นักเรียนพลร่มอีกต่อไปแล้ว เป็นพลร่มอย่างเต็มภาคภูมิ แล้ววันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง พิธีรับประกาศนียบัตรและปีกร่ม พวกเราภูมิใจมากกับปีกที่ติดอยู่อกซ้าย ทำให้พวกเราระลึกอยู่เสมอว่า ครั้งหนึ่งพวกเราเคยผ่านหลักสูตรอันแสนยากลำบาก เคยตัดสินใจโดดออกจากเครื่องบิน เคยล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า ที่คนทั่วไปทำไม่ได้

บ่ายวันนั้นพวกเราก็ช่วยกันจัดเวทีงานเลี้ยง ฉลองความสำเร็จหลักสูตรและเพื่อเป็นการเลี้ยงตอบแทนบุญคุณของครูร่มทุกคน ครูร่มถึงแม้จะเป็นตำรวจชั้นประทวน แต่พวกเราก็เคารพท่านเหล่านั้น และยอมรับในฝีมือของทุกท่านจริงๆ พวกเราคิดอยู่เสมอว่าถ้าไม่มีพวกท่านเหล่านั้นแล้ว พวกเราก็ไม่มีโอกาสได้ปีกอันเด่นสง่ามาประดับบนอกด้านซ้ายอย่างแน่นอน

"ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา" แล้ววันนั้นก็มาถึง เช้าวันนั้นรถเคลื่อนขบวนออกจากค่ายนเรศวร เมื่อพ้นรั้วค่ายมฤคทายวัน ถนนเพชรเกษมที่พวกเรามองลงมาจากฟากฟ้าเห็นเป็นเส้นยาวเหยียด กำลังเป็นเส้นทางที่นำพาเรากลับบ้าน มุ่งสู่สามพรานอาณาจักรของเรา

ยัง....ยังไม่จบง่ายๆแค่นี้นะ สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาไปแล้วยังจะต้องมีบางส่วนที่เสียสละไปเป็นรั้วของชาติ ยังจะต้องกลับมารั้วนี้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อกลับมากระโดดทบทาน....




© 2006-2010 police-pran43.com All Rights Reserved.
Power By. b_seksun@hotmail.com